แม้ ‘ทุเรียน’ จะเป็นผลไม้ที่สร้างมูลค่าหลักแสนล้านบาทต่อปี ให้กับประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันมี ‘4 ความเสี่ยง’ ที่เปรียบเสมือน ‘ระเบิดเวลา’ รอวันปะทุ !  

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวถึงอนาคตของสินค้าเกษตรกร อย่าง ‘ทุเรียน’ ที่เป็นที่นิยมมากสำหรับประเทศจีน  โดยมีการส่งออกไปประเทศจีนถึงมากกว่า 90% ของการส่งออก หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.21 แสนล้านบาท แต่กลับมี ‘4 ปัจจัยที่เสี่ยงที่กลายเป็นระเบิดเวลา’ อาจจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรไทยทั้งระบบ ประกอบด้วย

1.คุณภาพของผลผลิต เช่น ทุเรียนอ่อน ทุเรียนไม่ได้คุณภาพ เนื่องจากมาจากความต้องการทุเรียนสด ของประเทศจีนที่สูงมาก ทำให้อาจมีการลักลอบสวมสิทธิ์ ใบ GAP  หรือ ใบรับรองแหล่งผลิตในกลุ่มชาวสวน และ สวมสิทธิ์ใบ GMP หรือ ใบรับรองระบบการปฏิบัติที่ดีในการผลิตในกลุ่มโรงงานคัดบรรจุ หรือ ล้ง ซึ่งใบรับรองเหล่านี้เป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ

หากกระบวนการไม่ถูกต้อง 100% จะทำให้อนาคตมี ทุเรียนอ่อน หลุดไปยังประเทศปลายทางอีก ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกร ต้องสร้างมาตรฐานคุณภาพทุเรียนไทยให้สูงขึ้น ด้วยการเข้าระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบ 100 % พร้อมสร้างเอกลักษณ์ให้กับทุเรียน เพื่อสร้างมูลค่ามากขึ้น มากกว่าการขายแบบเน้นปริมาณ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ

2.ผลผลิตทุเรียนที่มีโอกาสจะ Over Supply โดยปัจจุบันตัวเลขของเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนในระบบอยู่ที่ 900,000 ไร่ ให้ผลผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี โดย อ.อัทธ์ เชื่อว่า มีเกษตรกรที่ปลูกจริงในไทยสูงถึง 1.5 ล้านไร่ และปี 2567 จะมีผลผลิตทุเรียนออกมาสู่ท้องตลาดอาจสูงถึง 1.5 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มผลผลิตจะสูงถึง 2 ล้านตันต่อปี แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยเพื่อนบ้าน อย่าง ประเทศมาเลเซีย ผลิตทุเรียนได้ถึง 400,000 ตันต่อปี ประเทศเวียดนาม ผลิตทุเรียนได้มากถึง 800,000 ตันต่อปี  ประเทศลาว ผลิตทุเรียนได้ 100,000 ตันต่อปี และ กัมพูชา ผลิตทุเรียน 100,000 ตันต่อปี รวม 4 ประเทศมีผลผลิตถึง 1,400,000 ตันต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ประเทศจีนในฐานะลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลวางแผนจัดการเรื่องอุปสงค์-อุปทานของทุเรียนไม่สมดุล ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาที่ไม่มีเสถียรภาพในอนาคต

3.ความเสี่ยงด้านการตลาดที่ถูกควบคุมโดย นายทุนต่างชาติ อย่างที่หลายคนรู้กันว่า โรงคัดบรรจุ หรือ ล้ง รับซื้อทุเรียนเพื่อส่งออก ในพื้นที่ภาคตะวันออก บางล้งผู้ประกอบการไทยเป็นนอมินีให้นายทุนต่างชาติ ซึ่งทำให้ราคาซื้อขายทุเรียนสดในตลาดอาจถูกควบคุมโดยคนบางกลุ่ม

ขณะที่ ผู้ประกอบการไทย ที่ยังดำเนินธุรกิจได้ คือ ผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ที่ธุรกิจแบบครบวงจร  ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยหลายราย ก็เริ่มปรับตัวไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนนายทุนต่างชาติเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น รัฐบาลควรเข้าไปดูแลเรื่องการทำตลาดสินค้าเกษตรเอง มากกว่าจะอาศัยผู้ประกอบการต่างชาติ เพื่อความยั่งยืน

“ปัจจุบัน ล้งไทย กำลังโต้คลื่นในทะเลอันกว้างใหญ่

ไม่รู้ว่าจะต้านทานกระแสของคลื่นลม ได้แค่ไหน

ล้งไทย ที่ยืนอยู่ได้ เพราะทำสินค้าเกษตรครบวงจร

เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรเข้ามาทำการตลาดทุเรียนเอง

อย่าปล่อยให้ต่างชาติ เข้ามาจัดการมากไป ”

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

4.ภาวะการขาดแคลนแรงงาน ปัจจุบันรัฐบาลไม่ค่อยเห็นความสำคัญ เพราะยังไม่เกิดปัญหา แต่หากอนาคตโดยเฉพาะทุเรียนมีปริมาณมากขึ้น จะขาดแคลนแรงงาน เช่น คนตัดทุเรียน เป็นอาชีพที่ต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถ ประกอบกับที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สร้างนวัตกรรม หรือ เครื่องมือในการลดต้นทุน หรือ ลดระยะเวลา ให้กับภาคเกษตร และอนาคต คนตัดทุเรียน จะมีค่าแรงที่สูงมาก เพราะเกิดการแย่งชิงแรงงาน เมื่อผลผลิตออกมาพร้อมๆกัน และเกษตรกรตัดไม่ทันรอบผลผลิต ก็จะเกิดผลผลิตเสียหายสูญมูลค่าทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามจากปัจจัยเสี่ยงข้างต้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หอการค้าไทย และ เล็งเห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ผลไม้ขึ้นชื่อ จึงเตรียมจัดงาน “Fruit Innovation Fair 2024” ภายใต้คอนเซ็ปต์ สวนผลไม้คุณภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน ในระหว่างวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จันทบุรี ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จันทบุรี เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลไม้ไทย ได้มาร่วมหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกูรูชาวสวนตัวจริงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำ เยี่ยมชมส่วนที่ประสบความสำเร็จ และพบกับบูทเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเกษตรเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบให้เกิดความยั่งยืน สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เพจ FB : fruit innovation fair 2024